การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภาษาอังกฤษ

โปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟสดใช้ในบ้าน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คอกาแฟ

| 0 comments

ปัจจุบันกระแสการทำกาแฟดื่มเองจากที่บ้านหรือที่ทำงานเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นมากนะครับ อาจเป็นเพราะการซื้อกาแฟจากร้านมาดื่มทุกวัน มันช่างเปลืองเงินเหลือเกิน หลายคนเสียเงินให้ค่ากาแฟหลายพันต่อเดือนกันเลยทีเดียว แถมยังเสียเวลาในการเดินทางอีก จึงเป็นที่มาของการซื้อเครื่องชงกาแฟกันมาไว้ที่บ้านหรือออฟฟิศกัน และตอนนี้มี โปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ มาให้เลือกกันมากมาย
เครื่องชงกาแฟที่เป็นที่นิยมใช้กันในบ้านหรือออฟฟิศในปัจจุบันก็จะมีอยู่ 3 ระบบ คือ
– เครื่อชงกาแฟแคปซูล(Capsule)
– เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ (Espresso Machine)
– เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ (Fully Automatic Coffee Machine)

มาดูระบบการทำงานและข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบกันค่ะ เพื่อเป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจสำหรับคนที่กำลังหาซื้อเครื่องชงกาแฟไว้ใช้งานสัก 1 เครื่องค่ะ

1. เครื่องชงกาแฟแคปซูล

เครื่องชงกาแฟแบบแคปซูล จะมีระบบการทำงานคือนำเมล็ดกาแฟไปบดให้เป็นผงไว้ก่อนแล้วบรรจุไว้ในแคปซูลเพื่อที่จะถนอมความสดของกาแฟไว้ให้ได้ (เนื่องจากกาแฟที่บดแล้วจะสูญเสียความสดอย่างรวดเร็วมาก จะเห็นได้ว่าร้านกาแฟทุกร้านจะบดเมล็ดกาแฟสดแก้วต่อแก้วเท่านั้น และขั้นตอนการบดถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้กาแฟรสชาติดี) เมื่อได้แคปซูลแล้ว ก็ต้องมีเครื่องที่นำมาใช้คู่กัน ซึ่งการใช้งานก็ถือว่าง่าย เพียงใส่แคปซูลลงไปในเครื่อง ตัวเครื่องจะเจาะฝาแคปซูลและผลิตแรงดันน้ำร้อนผ่านแคปซูลออกมาเป็นกาแฟ

ข้อดี:

– ตัวเครื่องราคาไม่แพง (โดยมีราคาตั้งแต่ 5,000 – 19,000 บาท
– ใช้งานง่าย สะดวก

ข้อเสีย:

– ถึงเครื่องชงกาแฟแคปซูลจะถูกแต่แคปซูลมีราคาแพง (เฉลี่ยที่ 19 บาท ถึง 40 บาท)
– ข้อเสียเรื่องความสดของกาแฟแคปซูล (Mr. Dean Merlo ผู้ก่อตั้ง Merlo Coffee เปรียบเทียบไว้ว่า กาแฟแคปซูลเหมือนการทำเสต็กแล้วนำเข้าไปเก็บในตู้เย็น เมื่อจะทานจึงเอาเสต็กมาอุ่นไมโครเวฟทาน)
– ใช้วัตถุดิบทดแทนนม (นมผงเทียม) สำหรับแคปซูลเมนูกาแฟนมอาทิ Cappuccino และ Café Latte
– มีข้อจำกัดไม่สามารถเลือกเมล็ดกาแฟต่างๆ ได้ เลือกได้เฉพาะที่บริษัทผู้ผลิตทำมาเท่านั้น
– มีข้อจำกัดในการปรับแต่งกาแฟ คือไม่สามารถเลือกไปมากกว่าที่เครื่องตั้งมาให้

เหมาะสมกับใคร: เครื่องชงกาแฟระบบแคปซูลเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายแบบไม่ต้องการปรับแต่งอะไรมาก ตัวเครื่องราคาไม่สูงมาก แต่ต้องแลกกับความสดของกาแฟที่น้อยกว่า และการที่ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทดลองกาแฟจากแหล่งต่างๆ นอกจากที่ผู้ผลิตกำหนด และราคาต่อแคปซูลที่สูงกว่าอีกเครื่องแบบอื่นๆ

2. เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่

นับได้ว่าเป็นระบบการทำกาแฟที่มีอุปกรณ์เยอะมากที่สุดและราคาหลากหลายที่สุด (ตั้งแต่หลักพันถึงหลายแสน) ซึ่งมีวิธีการทำที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่ก็ได้กาแฟที่มีคุณภาพตรงตามที่ต้องการที่สุด คือสามารถกำหนดรสชาติทุกอย่าง ทั้งปริมาณกาแฟ ปริมาณน้ำ ระดับการไหลของกาแฟ ระดับความละเอียดของการบดเมล็ดกาแฟ น้ำหนักในการอัดกาแฟ ทั้งหมดที่กล่าวมามีปัจจัยต่อรสชาติกาแฟทั้งสิ้น

วิธีการทำงานคือ เริ่มจากบดเมล็ดกาแฟจากเครื่องบด นำผงกาแฟใส่ในด้ามจับและฟิลเตอร์กาแฟ ต่อจากนั้นกดหน้ากาแฟใน Filter ให้เรียบ (ใช้อุปกรณ์เรียกว่า Tamper มักจะมีแถมมาพร้อมกับเครื่อง) นำใส่เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่และเริ่มการใช้งาน ดูการไหลของกาแฟให้พอดี

ข้อดี:

– ปรับแต่งกาแฟได้อย่างใจ ทำให้ได้กาแฟอย่างที่ต้องการมากที่สุด
– เป็นงานอดิเรกที่สนุก คุณสามารถเพลิดเพลินกับโลกของกาแฟได้อย่างไม่มีข้อจำกัด รวมถึงคุณสามารถใช้เมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก หรือกระทั่งเมล็ดกาแฟที่แชมป์โลกคนล่าสุดใช้ก็สามารถทำได้ (ต่างกับ เครื่องแคปซูลอย่างสิ้นเชิง)
– เป็นกาแฟสดอย่างแท้จริง
– ราคาต่อแก้วประหยัด โดยที่เราสามารถเลือกวัตถุดิบตามใจเราได้
– สามารถทำจำนวนได้หลายร้อยแก้วต่อวัน

ข้อเสีย:

– อุปกรณ์เยอะแล้วขั้นตอนยุ่งยาก ระหว่างทำอาจทำให้เลอะเทอะได้ง่ายๆ รวมถึงขั้นตอนการทำความสะอาดเครื่องหลังใช้งาน
– คนทำต้องมีประสบการณ์ หรือเรียนรู้มา เพื่อที่จะทำกาแฟออกมาได้อร่อย
– อุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีมีราคาที่สูงมาก
– ตัวเครื่องสามารถทำได้แค่เอสเพรสโซ่และการตีฟองนม

เหมาะสมกับใคร: เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลงลึกไปในรสชาติของกาแฟ ต้องการการปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้ทำมากที่สุด ร้านกาแฟทุกร้านใช้เครื่องระบบนี้ 100%

3. เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ

เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ นับได้ว่ามาแรงมากในช่วงนี้เนื่องจากเปรียบเสมือนการนำข้อดีของเครื่องชงกาแฟทั้งสองแบบมารวมกัน คือ สะดวกและยังได้รสชาติกาแฟสดตามที่เราต้องการได้เป็นอย่างดี หลักการทำงานของเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติง่ายๆ คือการจำลองการทำงานของเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ทั้งหมดมาเป็นระบบอัตโนมัติ คือเพียงเราตั้งค่าหรือเลือกเมนูที่เราต้องการ ตัวเครื่องจะเริ่มทำการบดกาแฟสด (เป็นการบดแก้วต่อแก้ว จึงได้กาแฟสดอย่างแท้จริง และยังเลือกเมล็ดที่ต้องการได้อย่างอิสระซึ่งต่างกับระบบแคปซูล) หลังจากนั้นจะเริ่มการกลั่นกาแฟ และเติมส่วนผสมให้เสร็จเรียบร้อย (ซึ่งเครื่องชงกาแฟบางรุ่นสามารถตั้งค่าได้อย่างอิสระและโปรแกรมเป็นกาแฟแก้วโปรดของเราได้ทันที) มีความเสถียรในรสชาติ

ข้อดี:

– ใช้งานง่ายมาก เพียงเติมน้ำ เติมเมล็ดกาแฟให้เรียบร้อย และกดปุ่มเลือกเมนูที่ต้องการได้ทันที ใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ รวมถึงฟังก์ชั่นการทำความสะอาดอัตโนมัติ
– รวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที
– เพลิดเพลินกับเมล็ดกาแฟได้ตามความชอบอย่างไม่มีข้อจำกัด
– ราคาต่อแก้วถูกกว่าแคปซูลอย่างเป็นนัยยะ
– ได้ความเป็นกาแฟสดอย่างแท้จริง
– สามารถเลือกทำเอสเพรสโซ แล้วนำไปทำเป็นเมนูอื่นเช่นเดียวกับเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่

ข้อเสีย:

– ราคาเครื่องสูงกว่าเครื่องชงกาแฟระบบแคปซูล (มีหลายแบรนด์ ซึ่งราคาแตกต่างกันออกไปตั้งหลักหมื่นต้นๆ ถึงหลักแสน) และยังมี โปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟ
– รสชาติอาจด้อยกว่าเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่ที่ทำโดยบาริสต้าที่เชี่ยวชาญ
– จำนวนการทำต่อวันน้อยกว่าเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่

เหมาะสมกับใคร: คนที่รักกาแฟสดรสชาติอร่อยแต่ไม่ชอบความยุ่งยากทั้งในบ้านและออฟฟิศที่มีคู่ค้ามาเยี่ยม, จัดประชุม, หรือเป็นจุดเติมพลังให้พนักงาน ทำเมนูได้ทุกเมนูคลาสสิคตามความชอบของผู้ดื่ม (ฟังก์ชั่นนี้ขึ้นอยู่กับรุ่น) เพียงกดปุ่มเดียว ราคาเครื่องอาจสูงกว่าเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลและเครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซ่บางชนิด แต่ได้ความสดของกาแฟอย่างแท้จริงและไม่มีข้อจำกัดในการเลือกเมล็ดกาแฟที่คุณชอบ รวมถึงราคาต่อแก้วที่ถูกกว่าเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูล

โปรโมชั่นเครื่องชงกาแฟที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คอกาแฟรุ่นใหม่ ทำให้การกินกาแฟเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น

ใส่ความเห็น